Saturday, April 21, 2012

การใช้ Suppose และ supposed to a

Suppose และ supposed to เราจะพบว่ามีการใช้งานค่อนข้างแพร่หลายในภาษาพูด ซึ่งทั้งสองคำนี้ มีการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

suppose = think/believe/imagine/expect
หมาายถึง คิดว่า / เชื่อว่า / จินตนาการว่า / หรือ คาดหวังว่า
ในกรณีแบบนี้ Suppose จะใช้บ่อยเมื่อต้องการสื่อความหมาย ประโยคขอร้อง ที่มีโครงวสร้าง ปฏิเสธ โดยที่เราคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบในทางบวก
ยกตัวอย่างเช่น


I suppose it’s too late to see the doctor now, isn’t it? ~ Hold on. Let me see if I can fit you in.
ฉันคิดว่า มันคงช้าเกินไปที่จะพบหมอตอนนี้ ใช่ไหม? เราจะได้คำตอบที่เป็นทางบวกคือ คอยก่อน ลองดูว่าฉันจะจัดการให้คุณได้ไหม ? มีหวังขึ้นมา
I don’t suppose I could see the doctor now, could I?~ I can fit you in at 11.30. Can you wait till then?
ฉันไม่คาดหวังว่าจะพบหมอในตอนนี้เลย หรือพบได้เลย - -- ฉันสามารถจัดการให้คุณพบหมดได้เวลา 11.30 คุณคอยได้ไหม

นอกจากนั้น Suppose ยังมีการใช้งานใการตอบคำถามแบบสั้น ซึ่งจะมีความหมายเช่นที่กล่าวมาด้านบน
ยกตัวอย่างเช่น




Will you try to see Jennifer when you get back? ~ I think/suppose/imagine/expect not.
คุณจะพยายามไปพบกับเนิเฟอร์หรือไม่ ตอนที่คุณกลับไป -- คำตอบคือ ฉันคิดว่าไม่
Would you be prepared to stay on for an extra week? ~ I suppose/expect/guess so.
คุณวางแผนที่จะอยู่ต่ออีกสัปดาห์หรือเปล่า -- ฉันหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

Note that suppose here describes a mental or emotional state, and it is not normally used in the continuous form.





Suppose/supposing = what if…?
การใช้อีกแบบ มีความหมายเป็นทางเลือก /ตัวเลือก เช่น
*สามารถตามด้วย ปัจจุปัน/อดีต เช่น


We haven’t got strawberry jam for the filling, so suppose / supposing we use(d) raspberry jam, would that be all right?
เราไม่มีสตอเบอร์รี่แม ดังนั้นถ้าเราใช้แมราสบอรรี่แทนจะใช้ได้ไหม
Suppose / Supposing I come / came next Thursday rather than Wednesday, will / would that be all right?
รองเท้าพวกนี้จะใช้เล่นเทนนิสได้หรือไม่ ฉันไม่คิดอย่างนั้น ถ้าคอต์เปียกและคุณลื่นล้มละ
Will these shoes will be OK for tennis? ~ I don’t think so. Suppose / Supposing the court is wet and you slip(ped)?





be supposed to + infinitive = should
สำหรับตัวนี้ ตามด้วย to + อินฟินิทีฟ จะมีความหมายถึง "ควร" หรือ น่าจะทำ เพราะว่าเป็นกฏ หรือเป็นข้อบังคับ แต่ว่าไม่ได้ทำตาม หรือปฏิบัติตาม เช่น การเดินข้ามถนน โดยไม่ใช้สะพานลอย หรือ การขับขี่ จยย.ไม่ใส่หมวกนิรภัย เป็นต้น


I’m supposed to tidy my room before I go to bed at night, but I always tidy it when I get up in the morning instead.
In Germany you’re not supposed to walk on the grass in the parks, but in England you can.
I’m supposed to return these books by Friday, but I’m not sure whether I can.
ในประโยคที่เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา เราใช้เพื่อต้องการวางแผน หรือต้องการให้เกิดขึ้น แต่ไม่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นเราอาจจะใช้ if-clause แบบที่ 3 คือ ว่า should have +v3 แทนได้

In the past tense, it is used to mean that something was planned or intended to happen, but did not happen. Note that in these examples, we can use should have as an alternative to was supposed to:
ตัวอย่างประโยคครับ
I was supposed to go to Cuba for a conference last year but then I got ill and couldn’t go.
Wasn’t Tom supposed to be here for lunch? I wonder what’s happened to him!
I should have gone to Cuba for a conference last year but then I got ill and couldn’t go.
Shouldn’t Tom have been here for lunch? I wonder what’s happened to him!



supposed to be = generally believed to be
ยังไม่หมดทีเดียว เราสามารถใช้งาน ซัพโพซ ทู บี ในความหมายถึง เชื่อว่าจะเป็นแบบนั้นหรือแบบนี้
Finally, we can use supposed to be in this sense:
ยกตัวอย่าง เช่น
This stuff’s supposed to be good for stomach cramps. Why don’t you try it?
The castle was supposed to be haunted, but I had a good night’s sleep there nevertheless!
ปราสาทสมควรจะมีผีหลอน แต่ฉันนอนหลับดีทั้งคืน

When you are practising these examples in speech, note that the final d in supposed to is not pronounced. It is pronounced as 'suppose to', but should always be written in its correct form grammatically as supposed to.
เมื่อเราออกเสียงพูด จะไม่ออกเสียงตัว -d ท้ายคำ แต่จำไว้ว่า เวลาเขียนจะต้องมีตามหลักไวยากรณ์เท่านั้นเองครับ

Tuesday, March 13, 2012

การระบุ Tense

John has always travelled Tense?____ a lot. In fact, when he was Tense? ____ only two years old when he first flew Tense? ____ to the US. His mother is Tense? ____ Italian and his father is Tense? ____ American. John was born Tense? ____ in France, but his parents had met Tense? ____ in Cologne, Germany after they had been living Tense? ____ there for five years. They met Tense? ____ one day while John's father was reading Tense? ____ a book in the library and his mother sat down Tense? ____ beside him. Anyway, John travels Tense? ____ a lot because his parents also travel Tense? ____ a lot.

1 จอน + have/has + v3 ถ้าใครจำได้ว่าคือรูปกริยาของเทนอะไร ก็ถือว่าเยี่ยมแล้วครับ

2 เมื่อตอนที่จอน ประธาน+ กริยาช่องที่ 2 บอกอดีต + ส่วนขยาย มันคือรูปกริยาเทนไหนครับ นึกดูได้
3 ประธาน He+ v2 คือ Tense อะไรครับ
4 แม่ของจอนเป็นชาวอิตาเลี่ยนขณะที่พ่อเป็นอเมริกัน บอกความจริงในปัจจุบัน ถือว่าเป็น Tense อะไรครับ
5 จอน + v2 (was) จัดเป็น Tense อะไรเอ่ย
6 ประธาน + had+ v3 จัดเป็น Tense อะไร
7 ประธาน + had been + v ing ถือว่าเป็น Tense อะไร
8 ประธาน + v2 คือ Tense อะไร
9 ประธาน + was + v ing คือ Tense อะไร
10 ประธาน + v2
11 จอน + เดินทาง กริยาช่องหนึ่งตามด้วยเอส ถือเป็น Tense ...
แบบฝึกหัดข้างบน เป็นแนวทางหนึ่งในการจดจำและเรียนรู้เรื่อง Tense ต่างๆ ในภาษาอังกฤษ หากมีการฝึกฝนการใช้งานบ่อยๆ เป็นประจำและต่อเนื่อง จะช่วยให้เราจำได้แม่นและตลอดไป ไม่ลืมง่ายๆ เวลาทำข้อสอบหรือนำมาใช้ก็สามารถใช้งานได้ถูกต้องครับ
ให้เรา เลือกเอา 12 Tense ตามรายการด้านล่างมาตอบลงไปหลังแต่ละประโยค
simple present
present perfect
present continuous
present perfect continuous

simple past
past perfect
past continuous
past perfect continuous

simple future
future perfect
future continuous
future perfect continuous
Credit: http://esl.about.com/od/advancedgrammar/a/a_tname.htm

Monday, February 20, 2012

พูดภาษาอังกฤษให้คล่องเหมือนเจ้าของภาษาด้วยตัวเอง ...(ภายใน...2-3 ปี)

ครั้งแรกที่ผมคุยกับชาวต่างชาติ นั้นมันนานมามากแล้ว ตอนอยู่มัธยม 3 นั้นเอง ผมเจอฝรั่งคนหนึ่งบนรถสองแถว ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ผมก็เลยอยากรู้ว่าเขาจะไปไหน คิดตั้งนานว่า ถามว่าไปไหนว่าอย่างไร สุดท้ายก็ขยับไปหาและพูดออกมาว่า Where are you going? คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ อะไรก็ไม่สามารถเข้าใจได้ ประมาณว่า Dam ๆๆ มารู้ทีหลังว่าเขาหมายถึงเขื่อนแห่งหนึ่ง ก็ตอนที่เขาลงที่หน้าเขื่อนนั้นละครับ เขากดกริ่งให้คนขับจอดให้

อยากพูดภาษาอังกฤษให้คล่องเหมือนเจ้าของภาษา ก็ต้องฝึกซิครับ ผมเคยได้รับคำถามจากผู้ใหญ่ และเพื่อนๆ น้องๆ หลายคน ที่สนใจต้องการพูดภาษาอังกฤษ ให้ได้สื่อสารให้เข้าใจ เพื่อโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาตัวเอง ผมก็ตอบว่า "ฝึกครับ" ฝึก และฝึก คือหัวใจของการเรียนรู้ด้วยตนเอง
How to ? แล้วฝึกยังงัยละ
Well... อือ ..ท่าท่าครุ่นคิดสักนิด ... ก็จากตำราภาษาอังกฤษ หนังสือพิมพ์ ทีวี อินเตอร์เน็ต และสื่อต่างๆ ที่มันมีอังกฤษ
เอาเป็นว่าทุกคนก็คงมีพื้นฐานความรู้ จากโรงเรียนตามระดับชั้นที่จบมา ถ้าจะบอกว่าทุกคนเริ่มจากจุดไหน มันก็คงแตกต่างกัน
บางคนอาจจะพูดเป็นคำๆ ไป เช่น Father ,mother, boy ,girl, school, home, car, cat ,dog, elephant, lion, tiger, food ,white ,back ,door, window, bird และอื่นๆ
บางคนอาจจะเริ่มประโยคง่ายๆ สั้นๆ เช่น Good morning,Good afternoon, Good evening,Good bye, See you later,Have a nice day,Thank you so much,what is your name,How old are you,where are you going.
เริ่มจาก Self talk พูดกับตัวเอง พูดกับกระจก พูดไปเรื่อยๆ ตามบริบท และตามรู้สึกที่ต้องการ
สมมุตติว่าเราเดินมาพร้อมเพื่อนต่างชาติ และเขาก็จะสงสัยว่า นั้นคืออะไร What that? เราก็เป็นผู้รู้ทุกอย่างก็ตอบไปเรื่อยๆ เช่น It is a book,It is a pen ,it is my car,it is her dog, ประมาณนั้นว่าไปเรื่อยๆ ทุกๆวัน ประมาณ 2 เดือน 3 เดือน 6 เดือน รับรองว่าเห็นผลแน่นอน ถ้าไม่ท้อและหยุดเสียก่อน
ก่อนที่จะพูดได้ เราต้องหัดฟังก่อน ฟังว่าเขาพูดอย่างไร ออกเสียงอย่างไร ถ้าเราฟังได้และเข้าใจแล้ว การที่จะโต้ตอบและสื่อสารกลับ ไม่ยากแล้วละครับ ขอบอกว่าจริงครับ เพราะผมเองก็เคยเป็นตอนแรกในวงสนทนานานาชาติ ฝรั่งเล่า Joke เพื่อนๆ ฮาตรึม เว้นผมคนเดียว ต้องรอประมวลผลอีกประมาณ 3-5 นาที จึงได้ฮาตามหลังไป อย่างนี้เป็นต้น
พูดตามเขาใน CNN หรือ BBC ผมเองก็ฟังว่าเขาพูดอะไร แล้วก็ฝึกพูดตาม ถูกๆ ผิดๆ ไม่เป็นไร ให้โอกาสตัวเอง วันละ 10-20 นาที เอาเรื่อยๆ ต่อเนื่องกันสัก 4-5 เดือน เห็นผลครับ
สิ่งหนึ่งที่ผมเคยโดนบังคับคือการอัดเสียงพูดของตนเองหน้าห้อง เป็นการบรรยายสรุปสั้น ๆ 5-10 นาที เกี่ยวกับประเทศไทยนี่ละครับ มีการบันทึกเทปไว้ด้วย และเมื่อนำมาเปิดฟังก็เป็นสิ่งที่อยากบอกว่า ผมทนไม่ได้ที่จะฟังมันจนจบ 55 ประมาณว่ารับไม่ได้ที่จะฟังจนจบและครับ ก็เลยต้อง Off เสียดีกว่า แต่ภายหลัง ผมก็พบว่าวิธีนี้มีประโยชน์และให้ความสำเร็จในการพูดอังกฤษเยอะทีเดียว ผมเริ่มอัดใหม่ และเปิดฟังเปรียบเทียบกัน พบว่าพอยอมรับได้มากขึ้น และทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น ในการสื่อสารครับ

หาโอกาสใช้ภาษาทุกวัน 5-10 นาที โดยประมาณ หาไม่ได้ก็ Self talk ครับ หรือไม่ก็ Role play กับ เพื่อนๆ ของเรานั้นแหละ
อย่ากลัวที่จะพูดผิด ถือคติว่า ด้านได้ อายอด เฉพาะเรื่องศึกษาภาษานะครับ
Open your mouth and speak ๆๆๆๆๆ
สำหรับผมแล้ว Mycom คือนามปากกาของผม เป็นเด็กที่เติบโตมาจากบ้านนอก เรียนมาน้อย อดีตไม่ชอบภาษาที่สุด ปัจจุบัน หันหน้ามาเอาดีทางภาษา ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนตามสถาบันสอนภาษาที่สนอฟรีมั่ง เสียเงินบ้าง ลงทะเบียนเรียนตามมหาลัยเปิดบ้าง เรียนรู้ด้วยตนเองบ้างตามแนวทางข้างบน ก็พบว่าปัจจุบัน สามารถใช้งานภาษา เพื่อการสื่อสาร ฟังพูดอ่านและเขียน ในระดับที่พอยอมรับได้ ของเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และคนรอบข้าง
เรียนรู้จากประสบการณ์ การอบรม การทำงาน เคยไปได้ทุนไปเรียนภาษาสั้นๆ ที่ สหรัฐฯปี 2005-2006 (6-7เดือน)
ดูงานและศึกษาเพิ่มเติมประเทศ ออสเตรเลีย
อบรมงานขององค์การสหประชาชาติ UN 2 สัปดาห์ที่บังกลาเทศ
ปัจจุบันก็เขียนบทความด้านการท่องที่ยว บนเว็บบล็อกของตนเอง แต่สงสัยสำนวนและภาษายังต้องการขัดเกลาอีกมาก ก็เลยยังไม่ค่อยมีคนอ่านเท่าไหร่ แต่ไม่เคยท้อ ก็ต้องสู้ต่อไป
การสอบเคยได้รับโอกาสเสนอทุน ปโท USA แต่โชคไม่ดี เตรียมตัวน้อย ก็เลยแห้วเพราะ TOEFL แต่ไม่มากหรอกสัก 8 แต้ม เท่านั้น ไม่เป็นไรโอกาสหน้า ฟ้าใหม่ เราอาจจะยังได้อยู่ 55
ปกติแล้ว ก็มีมุมส่วนตัวเยอะ แต่เอาเป็นว่า ถ้าใครสนใจอยากศึกษาและเรียนรู้จริงๆ ก็ Post มาทักทาย แลกเปลี่ยนกันได้ครับ

Tuesday, February 7, 2012

คนมีปมด้อย

เมื่อปี 2005 ตอนนั้นเรียนภาษาอยู่ที่ Texas ,US มีโอกาสไปเที่ยวยังเมืองหนึ่ง จำชื่อเมืองไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าเป็นเมืองที่มีชาวเยอรมันอพยพมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ระหว่างเดินชมเมืองก็มีโอกาสดีได้สนทนากับอาจารย์สอนครู Mark ระหว่างการสนทนาก็มาถึงคำๆ หนึ่งที่ต้องการสื่อสารสารให้ครูเข้าใจว่า ตัวเองเป็นคนที่มีปัยหามากในเรื่องการเงิน การเรียน การศึกษา และโอกาสทางสังคม ประมาณว่าตัวเองขาดโอกาส หรือมีปมด้อยกว่าคนอื่นๆ นั้นเอง คิด Vocab นานก็ไม่ออก ต้อง Go around the bush ไปรอบๆ พุ่มไม้ละกัน ซึ่งอาจารย์ Mark ท่านก็บอกว่า อื่ม! น่าจะเป็น Complex นะ ...น่าน งงเลย ก็เลยต้องมาเปิดดิกส์ดูสักหน่อยกันครับ
inferiority complex
n.
A persistent sense of inadequacy or a tendency to self-diminishment, sometimes resulting in excessive aggressiveness through overcompensation.

The American Heritage® Dictionary of the English Language, Fourth Edition copyright ©2000 by Houghton Mifflin Company. Updated in 2009. Published by Houghton Mifflin Company. All rights reserved.
inferiority complex
n
(Psychiatry) Psychiatry a disorder arising from the conflict between the desire to be noticed and the fear of being humiliated, characterized by aggressiveness or withdrawal into oneself

Collins English Dictionary – Complete and Unabridged © HarperCollins Publishers 1991, 1994, 1998, 2000, 2003
ThesaurusLegend: Synonyms Related Words Antonyms
Noun 1. inferiority complex - a sense of personal inferiority arising from conflict between the desire to be noticed and the fear of being humiliated
complex - (psychoanalysis) a combination of emotions and impulses that have been rejected from awareness but still influence a person's behavior
ปมด้อย
n. (ลักษณะด้อย) inferiority complex, weak point
related. ความรู้สึกด้อย

Wednesday, January 25, 2012

ฟรี e-book คู่มือการเขียนภาษาอังกฤษ

แนะนำฟรี ebook ไฟล์ PDF สำหรับน้องๆ นักศึกษาและผู้สนใจที่ต้องการฟรีคู่มือสำหรับการเขียนภาษาอังกฤษให้ชัดเจน กระชับ และน่าสนใจสำหรับคนอ่าน โดยคู่มือจะมีคำแนะนำสำหรับการเขียนภาษาอังกฤษให้เราง่ายๆ อ่านแล้วสามารถนำไปฝึกปฏิบัติ หรือทดลองใช้งานทันที
เครดิต http://www.lousywriter.com/free-ebooks.php
ดาวโหลด Plain English Writing Handbook
Our free eBook, "Plain English Writing Handbook: Learn How to Write Clear, Concise and Reader-Friendly Copy" gives you practical tips on how to create plain English documents. All of these were born of experience. They come from experts and those who have already written or rewritten their documents in plain English. You will learn how to write in plain English by using everyday words, short sentences, active voice, regular print, and personal pronouns that speak directly to the reader. (published by LousyWriter.com)

Monday, January 23, 2012

พื้นฐานคำกริยา Verb

คำกริยา Verb หมายถึงการกระทำ การแสดง ของคน สัตว์ หรือ สิ่งมีชีวิต ใดๆ เช่น กินข้าว อ่านหนังสือ วิ่งเดิน เป็นต้น
ลองดูตัวอย่างง่ายๆ ของคำกริยานะครับ
เช่น Go ไป
Come มา
Eat กิน
Sing ร้องเพลง
Walk เดิน
Jump กระโดด
Run วิ่ง
เพิ่มเติม
1 รู้จักคำกริยาง่ายๆ แล้ว เราควรจะหาอ่านและเรียนรู้คำศัพท์กริยาอื่นๆ ให้มากขึ้นนะครับ
2 จากนั้น เราควรทราบเพิ่มฐานการใช้กริยากับประธานของประโยค เช่น
I go to school. ฉันไปโรงเรียน
He goes to school. เขาไปโรงเรียน
จะเห็นความต่างแล้วละครับ I เป็นประธาน กริยา go ไม่ต้องเติม-es
แต่ว่า He เป็นประธาน กริยา go ต้อง -es ด้วย
3 อื่นๆ ที่เราควรทราบพื้นฐานคือ การเปลี่ยนพจน์หรือกาลเวลาของคำกริยา เช่น
I go to school yesterday. ฉันไปโรงเรียนเมื่อวาน x เพราะใช้กริยา go ไม่ผันป็นช่ง 2 ตามกาล
ที่ถูกต้องจะต้องเป็น
I went to school yesterday. ฉันไปโรงเรียนเมื่อวาน /
4 การแปลงคำกริยาให้เป็นคำนาม เพื่อใช้เป็นประธานของประโยค หรือ กรมมของประโยคได้ด้วยนะ เช่น
คำว่า Run ที่เป็นคำกริยาเต็มๆ แปลว่าวิ่ง
She runs everyday. เธอวิ่งทุกวัน
ลองเปลี่ยนกริยารันให้เป็นประธานของประโยคด้วยการนำ run มาขึ้นด้านหน้าประโยค -ing เช่น
Running is good for her health. การวิ่งทำให้สุขภาพของเธอดี
5 กริยา -ing ใช้เป็นกรรมของประโยค
She likes running. เธอชอบการวิ่ง
6 แถมอีกข้อกับกริยา คือการเติมคำปัจจัยหลังคำกริยา เพื่อเปลี่ยนกริยาให้เป็นนามเช่น
Verb suffix
run เติม runner -ner ความหมายเปลี่ยน จากวิ่ง เป็นนักวิ่ง
Sing ร้อง Singer -er จากร้อง เป็น นักร้อง
speak พูด -er เป็น speaker นักพูด เป็นต้น
คงเท่านี้ก่อน เอาแบบน้อยๆ ค่อยๆไป ดีกว่า