Thursday, October 8, 2009

Present Simple Tense

เราจะใช้ประโยคแบบนี้ เมื่อ
1. การกระทำนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำ เป็นนิสัย
หรือทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ฯลฯ
ซึ่งมักจะมีคำกริยาวิเศษณ์ (adverb) ต่อไปนี้ร่วมอยู่ด้วย คือ
always (เสมอ)
sometimes (บางที)
every day (week, month, year …..) (ทุกวัน, สัปดาห์, เดือน, ปี …..)
เช่น
She comes to school every day.
(หล่อนมาโรงเรียนทุกวัน)
I sometimes go to the movies with John.
(บางทีผมก็ไปดูหนังกับ John)
2. เมื่อเหตุการณ์นั้น ๆ เป็นความจริงเสมอไป
หรืออย่างน้อยก็เป็นความจริงขณะที่พูดประโยคนั้น เช่น
The earth moves round the sun.
(โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์)
We are students.
(พวกเราเป็นนักเรียน)
รูปคำกริยา (Verb Form) คือ คำกริยาช่อง 1
ซึ่งมีหลักการใช้ดังนี้
1. ถ้าประธานเป็น I / We / You / They หรือ พหูพจน์
คำกริยาไม่ต้องเติม S เช่น
I sing. (ฉันร้องเพลง)
We sing. (พวกเราร้องเพลง)
You sing. (คุณร้องเพลง)
They sing. (พวกเขาร้องเพลง)
Two birds sing. (นก 2 ตัวร้องเพลง)
2. ถ้าประธานเป็น He / She / It หรือ เอกพจน์
คำกริยาต้องเติม S เช่น
He sings. (เขาร้องเพลง)
She sings. (หล่อนร้องเพลง)
It sings. (มันร้องเพลง)
A bird sings. (นก 1 ตัวร้องเพลง)
การเติม s ที่ท้ายคำกริยา
1. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย o, ss, x, ch, sh ต้องเติม es เช่น
go ---> goes ไป
pass ---> passes ผ่าน
fix ---> fixes ซ่อมแซม, ติด
reach ---> reaches ถึง
wash ---> washes ล้าง, ซัก
2. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y ให้พิจารณาดังนี้
2.1 ถ้าตัวอักษรที่อยู่หน้า y เป็นพยัญชนะ
ต้องเปลี่ยน y เป็น i ก่อน แล้วจึงเติม es เช่น
try ---> tries พยายาม
cry ---> cries ร้องไห้
2.2 ถ้าตัวอักษรที่อยู่หน้า y เป็นสระ (a, e, i, o, u)
ให้เติม s ได้ทันที เช่น
play ---> plays เล่น
enjoy ---> enjoys สนุก, พอใจ
3. คำกริยาที่ไม่มีลักษณะพิเศษตามข้อ 1 และ 2 ให้เติม s ได้ทันที เช่น
walk ---> walks เดิน
run ---> runs วิ่ง
การเปลี่ยนประโยคจากบอกเล่าเป็นปฏิเสธ
จะต้องคำนึงถึงคำกริยาในประโยคบอกเล่าดังนี้
1. ถ้าประโยคบอกเล่ามี Verb to be
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธ
ให้เติมคำว่า "not" ที่ท้าย Verb to be เช่น
บอกเล่า : I am a student.
=> ปฏิเสธ : I am not a student.
หรือ I'm not a student.
บอกเล่า : John is a doctor.
=> ปฏิเสธ : John is not a doctor.
หรือ John isn't a doctor.
บอกเล่า : They are pens.
=> ปฏิเสธ : They are not pens.
หรือ They aren't pens.
2. ถ้าประโยคบอกเล่ามีคำกริยาช่วย
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธ
ให้เติมคำว่า "not" ที่ท้ายคำกริยาช่วย เช่น
บอกเล่า : John can play golf.
=> ปฏิเสธ : John can not play golf.
หรือ John can't play golf.
บอกเล่า : They can speak English.
=> ปฏิเสธ : They can not speak English.
หรือ They can't speak English.
3. ถ้าประโยคบอกเล่าไม่มีทั้ง Verb to be และคำกริยาช่วย
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธ
ให้เติมคำว่า "do not (don't) หรือ does not (doesn't)" ที่หน้าคำกริยา
แล้วเปลี่ยนคำกริยาเป็นรูปเดิม
จะเติม do not (don't) หรือ does not (doesn't)
ต้องคำนึงถึงประธานของประโยค ดังนี้
3.1 ถ้าประธานเป็น He / She / It หรือ คำนามเอกพจน์บุรุษที่ 3
ให้เติม does not หรือ doesn'tเช่น
บอกเล่า : John plays golf with Jim.
=> ปฏิเสธ : John does not play golf with Jim.
(หรือ) John doesn't play golf with Jim.
3.2 ถ้าประธานเป็น I / We / You / They หรือ คำนามพหูพจน์
ให้เติม do not หรือ don't เช่น
บอกเล่า : They go to Chiangrai on Sunday.
=> ปฏิเสธ : They do not go to Chiangrai on Sunday.
(หรือ) They don't go to Chiangrai on Sunday.
การเปลี่ยนประโยคจากบอกเล่าเป็นคำถาม
จะต้องคำนึงถึงคำกริยาในประโยคบอกเล่าดังนี้
1. ถ้าประโยคบอกเล่ามี Verb to be
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถามให้ทำดังนี้
(1) เอา Verb to be ขึ้นต้นประโยค
(2) คำที่เหลือเรียงเหมือนเดิม
(3) ใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ที่ท้ายประโยค เช่น
บอกเล่า : John is a doctor.
=> คำถาม : Is John a doctor?
บอกเล่า : They are pens.
=> คำถาม : Are they pens?
2. ถ้าประโยคบอกเล่ามีคำกริยาช่วย
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถามให้ทำดังนี้
(1) เอาคำกริยาช่วยขึ้นต้นประโยค
(2) คำที่เหลือเรียงเหมือนเดิม
(3) ใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ที่ท้ายประโยค เช่น
บอกเล่า : John can play golf.
=> คำถาม : Can John play golf?
3. ถ้าประโยคบอกเล่าไม่มีทั้ง Verb to be และคำกริยาช่วย
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถามให้ทำดังนี้
(1) เอาคำว่า "Do หรือ Does" ขึ้นต้นประโยค
(2) เปลี่ยนคำกริยาเป็นรูปเดิม
(3) คำที่เหลือเรียงเหมือนเดิม
(4) ใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ที่ท้ายประโยค
จะใช้ Do หรือ Does ต้องคำนึงถึงประธานของประโยค ดังนี้
3.1 ถ้าประธานเป็น He / She / It หรือ คำนามเอกพจน์บุรุษที่ 3
ให้ใช้ Does เช่น
บอกเล่า : John plays golf with Jim.
=> คำถาม : Does John play golf with Jim?
บอกเล่า : Mary goes to England every year.
=> คำถาม : Does Mary go to England every year?
3.2 ถ้าประธานเป็น I / We / You / They หรือ คำนามพหูพจน์
ให้ใช้ Do เช่น
บอกเล่า : You swim every day.
=> คำถาม : Do you swim every day?
บอกเล่า : They go to Chiangrai on Sunday.
=> คำถาม : Do they go to Chiangrai on Sunday?
Yes/No Question คือ ประโยคคำถาม
ที่ต้องการคำตอบว่า Yes หรือ No
เวลาออกเสียง ท้ายประโยคจะต้องออกเสียงสูงขึ้น


การตอบคำถามแบบ Yes/No Question
จะมี 3 แบบ ตามลักษณะของรูปประโยคคำถาม คือ
1. ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย Verb to be
เวลาตอบก็ต้องใช้ Verb to be เช่น
Is John a doctor?
---> Yes, he is. หรือ No, he isn't.
Are you Mr. White?
---> Yes, I am. หรือ No, I'm not.
2. ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วยคำกริยาช่วย (Auxiliary Verb)
เวลาตอบ ก็ต้องใช้คำกริยาช่วย เช่น
Can you speak English?
---> Yes, I can. หรือ No, I can't.
Can Tony swim?
---> Yes, he can. หรือ No, he can't.
3. ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย Verb to do
เวลาตอบก็ต้องใช้ Verb to do เช่น
Does John speak French?
---> Yes, he does. หรือ No, he doesn't.
Do you drink coffee?
---> Yes, I do. หรือ No, I don't.
Wh- Question คือ ประโยคคำถาม
ที่ไม่ต้องการคำตอบว่า Yes หรือ No
แต่ต้องการเป็นรายละเอียด
เวลาออกเสียง ท้ายประโยคไม่ต้องออกเสียงสูงขึ้น


การถาม-ตอบ Wh- Question จะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. ถามเกี่ยวกับประธานของประโยคว่าคือใครหรืออะไร
(ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What)
คำตอบมักจะเป็นคำนาม
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.1 ถ้าประธานเป็นคน
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Who + (Verb to be หรือ คำกริยาช่วย + คำกริยารูปเดิม หรือ คำกริยาช่อง 1) + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Who is in the classroom? (ใครอยู่ในห้องเรียน)
=> John is in the classroom. (John อยู่ในห้องเรียน)
Who can speak Japanese? (ใครพูดภาษาญี่ปุ่นเป็น)
=> Ludda can speak Japanese. (ลัดดาพูดภาษาญี่ปุ่นเป็น)
Who rides a bicycle to school? (ใครขี่จักรยานมาโรงเรียน)
=> Somsak rides a bicycle to school. (สมศักดิ์ขี่จักรยานมาโรงเรียน)
Who goes to the market every morning? (ใครไปตลาดทุกเช้า)
=> Malee goes to the market every morning. (มาลีไปตลาดทุกเช้า)
1.2 ถ้าประธานเป็นสัตว์หรือสิ่งของ
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
What + (Verb to be หรือ คำกริยาช่วย + คำกริยารูปเดิม หรือ คำกริยาช่อง 1) + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
What is in the box? (อะไรอยู่ในกล่อง)
=> A pen is in the box. (ปากกาอยู่ในกล่อง 1 ด้าม)
What can sing? (อะไรที่ร้องเพลงได้)
=> Jim's bird can sing. (นกของ Jimร้องเพลงได้)
What plays football with John? (อะไรเล่นฟุตบอลกับ John)
=> A dog plays football with John. (สุนัขเล่นฟุตบอลกับ John)
2. ถามเกี่ยวกับกรรมของประโยคว่าคือใครหรืออะไร
(ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What)
มักจะตอบด้วยคำนามหรือคำสรรพนาม
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
2.1 ถ้ากรรมเป็นคน
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Who + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Who do you love? (คุณรักใคร)
=> I love you. (ฉันรักคุณ)
Who does Mr. White hate? (Mr. White เกลียดใคร)
=> He hates John. (เขาเกลียด John)
2.2 ถ้ากรรมเป็นสัตว์หรือสิ่งของ
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
What + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
What do Tom and Tony eat every day? (Tom และ Tony ทานอะไรทุกวัน)
=> They eat noodles every day. (พวกเขาทานก๋วยเตี๋ยวทุกวัน)
What does Susan drink every morning? (Susan ดื่มอะไรทุกเช้า)
=> She drinks milk every morning. (หล่อนดื่มนมทุกเช้า)
3. ถามเกี่ยวกับส่วนขยายของกรรม
เช่น ที่ไหน/เมื่อไหร่/อย่างไร ฯลฯ
(จะไม่ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What)
อาจจะตอบด้วยคำ หรือกลุ่มคำ (วลี) เช่น
3.1 ถามขึ้นต้นด้วย Where
ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "ที่ไหน"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Where + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Where do you go every Saturday? (คุณไปไหนทุกวันเสาร์)
=> I go to Chiangrai every Saturday. (ฉันไปเชียงรายทุกวันเสาร์)
Where does he go every Sunday? (เขาไปไหนทุกวันอาทิตย์)
=> He goes to Chiangrai every Sunday. (เขาไปเชียงรายทุกวันอาทิตย์)
3.2 ถามขึ้นต้นด้วย When
ถ้าต้องการรายละเอียดเป็นเวลาว่า "เมื่อไหร่"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
When + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
When do Tom and Tony watch TV? (Tom และ Tony ดูทีวีเมื่อไหร่=ตอนเวลาเท่าไหร่)
=> They watch TV at 8 o'clock. (พวกเขาดูทีวีตอน 8 นาฬิกา)
When does Tom watch TV? (Tom ดูทีวีเมื่อไหร่=ตอนไหน)
=> He watches TV at night. (เขาดูทีวีตอนกลางคืน)
When does Mary play basketball? (Mary เล่นบาสเก็ตบอลเมื่อไหร่=ตอนไหน)
=> She plays basketball in the evening. (เธอเล่นบาสเก็ตบอลตอนเย็น)
3.3 ถามขึ้นต้นด้วย How
ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "อย่างไร"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
How + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
How do you go to Bangkok? (คุณไปกรุงเทพอย่างไร=เดินทางโดยอะไร)
=> I go to Bangkok by bus. (ฉันไปกรุงเทพโดยรถโดยสารประจำทาง)
How does Somsri go to the market? (สมศรีไปตลาดอย่างไร)
=> She goes to the market on foot. (หล่อนเดินไปตลาด)
ขอขอบคุณที่มา http://www.freewebs.com/wichaimakyou/PSTMainmenu.html

No comments:

Post a Comment