Thursday, October 8, 2009

Past Simple Tense

เราจะใช้ประโยคแบบนี้ เมื่อ
1. การกระทำนั้นเกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้วในอดีต
ซึ่งมักจะมีคำบ่งเวลาที่เป็นอดีตกำกับอยู่ด้วย คือ
yesterday (เมื่อวานนี้)
last night (week, month, year) (คืนที่แล้ว, สัปดาห์ที่แล้ว, เดือนที่แล้ว, ปีที่แล้ว)
in 1962 (ในปีค.ศ.1962)
ago (ผ่านมาแล้ว)
เช่น
She walked to school yesterday. (หล่อนเดินมาโรงเรียนเมื่อวานนี้)
I went to the cinema with John last night. (เมื่อคืนนี้ผมไปดูหนังกับ John)
2. เหตุการณ์เคยทำอยู่เป็นประจำในอดีต
(แต่เดี๋ยวนี้การกระทำนั้นสิ้นสุดไปแล้ว) เช่น
Last year I walked to school every day. (ปีที่แล้วฉันเดินไปโรงเรียนทุกวัน)
รูปคำกริยา (Verb Form) คือ คำกริยาช่อง 2
ซึ่งใช้กับประธานทุกตัว
คำกริยาช่อง 2 มี 2 กลุ่ม คือ
1. คำกริยาไม่ปกติ (Irregular Verbs)
จะเปลี่ยนจากช่อง 1 เป็นช่อง 2 ด้วยการไม่เติม -ed เช่น
go --> went ไป
come --> came มา
sing --> sang ร้องเพลง
eat --> ate ทาน
2. คำกริยาปกติ (Regular Verbs)
จะเปลี่ยนจากช่อง 1 เป็นช่อง 2 ด้วยการเติม -ed เช่น
walk --> walked เดิน
love --> loved รัก
play --> played เล่น
study --> studied เรียน, ศึกษา
การเติม -ed ที่ท้ายคำกริยา
1. คำกริยาช่อง 1 ที่ลงท้ายด้วย e อยู่แล้ว
ให้เติมเฉพาะ d ตัวเดียว เช่น
move ---> moved เคลื่อนที่, เคลื่อนย้าย
2. คำกริยาช่อง 1 ที่เป็นคำพยางค์เดียว
มีสระตัวเดียว และมีตัวสะกดตัวเดียว
ต้องเพิ่มตัวสะกด อีก 1 ตัว แล้วจึงเติม ed เช่น
plan ---> planned วางแผน
ยกเว้น ถ้าลงท้ายด้วย h, w, x หรือ y ไม่ต้องเพิ่มตัวสะกด เช่น
tax ---> taxed เก็บภาษี
3. คำกริยาช่อง 1 ที่เป็นคำ 2 พยางค์
แต่ลงเสียงหนัก (stress) ที่พยางค์ท้าย
และที่พยางค์ท้ายมีสระตัวเดียว และมีตัวสะกดตัวเดียว
ต้องเพิ่มตัวสะกดอีก 1 ตัว แล้วจึงเติม ed เช่น
refer ---> referred อ้างถึง
ยกเว้น ถ้าลงท้ายด้วย h, w, x หรือ y ไม่ต้องเพิ่มตัวสะกด เช่น
allow ---> allowed อนุญาต
4. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y ให้พิจารณาดังนี้
4.1 ถ้าตัวอักษรที่อยู่หน้า y เป็นพยัญชนะ
ต้องเปลี่ยน y เป็น i ก่อน แล้วจึงเติม ed เช่น
study ---> studied เรียน, ศึกษา
4.2 ถ้าตัวอักษรที่อยู่หน้า y เป็นสระ (a, e, i, o, u)
ให้เติม ed ได้ทันที เช่น
play ---> played เล่น
5. คำกริยาที่ไม่มีลักษณะพิเศษตามข้อ 1 - 4
ให้เติม ed ได้ทันที เช่น
walk ---> walked เดิน
การเปลี่ยนประโยคจากบอกเล่าให้เป็นปฏิเสธ
จะต้องคำนึงถึงคำกริยาในประโยคบอกเล่าดังนี้
1. ถ้าประโยคบอกเล่ามี Verb to be
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธ
ให้เติมคำว่า "not" ที่ท้าย Verb to be เช่น
บอกเล่า : John was a doctor.
=> ปฏิเสธ : John was not a doctor.
หรือ John wasn't a doctor.
บอกเล่า : They were doctors.
=> ปฏิเสธ : They were not doctors.
หรือ They weren't doctors.
2. ถ้าประโยคบอกเล่ามีคำกริยาช่วย
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธ
ให้เติมคำว่า "not" ที่ท้ายคำกริยาช่วย เช่น
บอกเล่า : John could play golf.
=> ปฏิเสธ : John could not play golf.
หรือ John couldn't play golf.
บอกเล่า : They would play golf with John.
=> ปฏิเสธ : They would not play golf with John.
หรือ They wouldn't play golf with John.
3. ถ้าประโยคบอกเล่าไม่มีทั้ง Verb to be และคำกริยาช่วย
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธ
ให้เติมคำว่า did not (didn't) ที่หน้าคำกริยา
(ใช้กับประธานทุกตัว)
แล้วเปลี่ยนคำกริยาเป็นรูปเดิม (ช่อง 1) เช่น
บอกเล่า : John played golf with Jim.
=> ปฏิเสธ : John did not play golf with Jim.
(หรือ) John didn't play golf with Jim.
บอกเล่า : They went to Chiangrai yesterday.
=> ปฏิเสธ : They did not go to Chiangrai yesterday.
(หรือ) They didn't go to Chiangrai yesterday.
การเปลี่ยนประโยคจากบอกเล่าให้เป็นคำถาม
จะต้องคำนึงถึงคำกริยาในประโยคบอกเล่าดังนี้
1. ถ้าประโยคบอกเล่ามี Verb to be
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม ให้ทำดังนี้
(1) เอา Verb to be ขึ้นต้นประโยค
(2) คำที่เหลือเรียงเหมือนเดิม
(3) ใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ที่ท้ายประโยค เช่น
บอกเล่า : John was a doctor.
=> คำถาม : Was John a doctor?
บอกเล่า : They were at home.
=> คำถาม : Were they at home?
2. ถ้าประโยคบอกเล่ามีคำกริยาช่วย
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม ให้ทำดังนี้
(1) เอาคำกริยาช่วยขึ้นต้นประโยค
(2) คำที่เหลือเรียงเหมือนเดิม
(3) ใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ที่ท้ายประโยค เช่น
บอกเล่า : John could play golf.
=> คำถาม : Could John play golf?
บอกเล่า : They would go to Chiangrai.
=> คำถาม : Would they go to Chiangrai?
3. ถ้าประโยคบอกเล่าไม่มีทั้ง Verb to be และคำกริยาช่วย
เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม ให้ทำดังนี้
(1) เอาคำว่า Did ขึ้นต้นประโยค
(ใช้กับประธานทุกตัว)
(2) เปลี่ยนคำกริยาเป็นรูปเดิม (ช่อง 1)
(3) ใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ที่ท้ายประโยค เช่น
บอกเล่า : John played golf with Jim.
=> คำถาม : Did John play golf with Jim?
บอกเล่า : They went to Chiangrai yesterday.
=> คำถาม : Did they go to Chiangrai yesterday?
Yes / No Question คือ ประโยคคำถาม
ที่ต้องการคำตอบว่า Yes หรือ No
เวลาออกเสียง ท้ายประโยคจะต้องออกเสียงสูงขึ้น
การตอบคำถามแบบ Yes / No Question
จะมี 3 แบบ ตามลักษณะของรูปประโยคคำถาม คือ
1. ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย Verb to be
เวลาตอบก็ต้องใช้ Verb to be เช่น
Was John a doctor?
=> Yes, he was. หรือ No, he wasn't.
Were they at home?
=> Yes, they were. หรือ No, they weren't.
2. ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วยคำกริยาช่วย (Auxiliary Verb)
เวลาตอบ ก็ต้องใช้คำกริยาช่วย เช่น
Could John play golf?
=> Yes, he could. หรือ No, he couldn't.
Would they go to Chiangrai?
=> Yes, they would. หรือ No, they wouldn't.
3. ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย Verb to do
เวลาตอบก็ต้องใช้ Verb to do เช่น
Did John play golf with Jim?
=> Yes, he did. หรือ No, he didn't.
Did they go to Chiangrai yesterday?
=> Yes, they did. หรือ No, they didn't.
Wh- Question คือ ประโยคคำถาม
ที่ไม่ต้องการคำตอบว่า Yes หรือ No
แต่ต้องการเป็นรายละเอียด
เวลาออกเสียง ท้ายประโยคไม่ต้องออกเสียงสูงขึ้น
Wh- Question จะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. ถามเกี่ยวกับประธานของประโยคว่าคือใครหรืออะไร
(ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What)
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.1 ถ้าประธานเป็นคน
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Who + คำกริยาช่อง 2 + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Who played football yesterday?
(เมื่อวานนี้ใครเล่นฟุตบอล)
=> John and Jim played football yesterday.
(เมื่อวานนี้ John และ Jim เล่นฟุตบอล)
Who sang last night?
(เมื่อคืนนี้ใครร้องเพลง)
=> Malee sang last night.
(เมื่อคืนนี้มาลีร้องเพลง)
1.2 ถ้าประธานเป็นสัตว์หรือสิ่งของ
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
What + คำกริยาช่อง 2 + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
What was in the box? (อะไรอยู่ในกล่อง)
=> A pen was in the box. (ปากกาอยู่ในกล่อง)
What ate the banana? (อะไรกินกล้วยไปแล้ว)
=> A monkey ate the banana. (ลิงกินกล้วยไปแล้ว)
2. ถามเกี่ยวกับกรรมของประโยคว่าคือใครหรืออะไร
(ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What)
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
2.1 ถ้ากรรมเป็นคน
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Who + did + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Who did you love? (คุณเคยรักใคร)
=> I loved Ludda. (ฉันเคยรักลัดดา)
Who did John talk about? (John พูดถึงใคร)
=> He talked about Mary. (เขาพูดถึง Mary)
2.2 ถ้ากรรมเป็นสัตว์หรือสิ่งของ
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
What + did + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
What did Tom eat yesterday? (Tom ทานอะไรเมื่อวานนี้)
=> He ate noodles yesterday. (เมื่อวานนี้เขาทานก๋วยเตี๋ยว)
What did you clean last night? (เมื่อคืนนี้คุณทำความสะอาดอะไร)
=> I cleaned the table last night? (เมื่อคืนนี้ฉันทำความสะอาดโต๊ะ)
3. ถามเกี่ยวกับส่วนขยายของกรรม
เช่น ที่ไหน/เมื่อไหร่/อย่างไร ฯลฯ
(จะไม่ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What) เช่น
3.1 ถามขึ้นต้นด้วย Where
ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "ที่ไหน"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Where + verb to be (was/were) + ประธาน + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
หรือ
Where + did + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Where was Peter last week?
(สัปดาห์ที่แล้ว Peter อยู่ที่ไหน)
=> He was in Bangkok last week.
(สัปดาห์ที่แล้วเขาอยู่ที่กรุงเทพ)
Where did Malee play basketball yesterday?
(เมื่อวานนี้มาลีเล่นบาสเกตบอลที่ไหน)
=> She played basketball at school yesterday.
(เมื่อวานนี้เธอเล่นบาสเกตบอลที่โรงเรียน)
3.2 ถามขึ้นต้นด้วย When
ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "เมื่อไหร่"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
When + did + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
When did you go to Bangkok?
(คุณไปกรุงเทพเมื่อไหร่)
=> I went to Bangkok last month.
(ฉันไปกรุงเทพเมื่อเดือนที่แล้ว)
3.3 ถามขึ้นต้นด้วย How
ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "อย่างไร"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
How + did + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
How did Mary go to London last year?
(เมื่อปีที่แล้ว Mary ไปลอนดอนอย่างไร)
=> She went to London by plane last year.
(เมื่อปีที่แล้วเธอไปลอนดอนโดยเครื่องบิน)

ที่มา: http://www.freewebs.com/wichaimakyou/PastMainmenu.html

No comments:

Post a Comment